ประกาศเขียนไว้ว่าอย่างไร
ผนวก จ ท้ายประกาศรับสมัคร หัวข้อ "เกณฑ์การตัดสิน" ระบุใจความว่า ผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิเข้าทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง จะเรียงลำดับจากผู้ที่สอบได้คะแนนรวมสูงสุดลงมาตามลำดับ แล้วประกาศตามจำนวนที่กำหนดไว้ในประกาศของแต่ละหน่วย
★ กับดัก: ได้ 60% ก็อาจไม่ติด
| หัวข้อ | สายอำนวยการ (อก./พฐ.) | สายปราบปราม (นสต.) |
|---|---|---|
| เกณฑ์ผ่านข้อเขียน | ผ่าน 2 ภาค ภาคละ ≥ 60% | ไม่มีเกณฑ์ % ขั้นต่ำ |
| วิธีคัดเข้ารอบสอง | ใครถึงเกณฑ์ = ผ่าน | เรียงคะแนนสูง→ต่ำ ตัดตามจำนวนคน |
| รู้ผลล่วงหน้าได้ไหม | รู้ — คำนวณจากเกณฑ์ได้เลย | ไม่รู้ — ขึ้นกับคู่แข่งปีนั้น |
| ได้ 90 จาก 150 (60%) | ผ่าน ถ้าผ่านครบทั้ง 2 ภาค | อาจไม่ติด ถ้าคนอื่นได้มากกว่า |
| กลยุทธ์ที่ถูก | เก็บให้ครบเกณฑ์ทั้ง 2 ภาค | ดันคะแนนรวมให้สูงที่สุด |
นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเตรียมตัวผิดทาง — ตั้งเป้าแค่ "พอผ่าน 60%" ทั้งที่สนามนี้ไม่มีเส้น 60% และคนที่ได้ 60% อาจอยู่ท้ายแถว
ตัวเลขจริง: แต่ละหน่วยรับเข้ารอบสองกี่คน
| หน่วย | อัตราที่เปิดรับ | ผู้เข้ารอบสอง | ราว |
|---|---|---|---|
| กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) | 1,050 | 1,900 คน นสต.1 1,800 · นสต.2 100 | 1.8 เท่า |
| ตำรวจภูธรภาค 8 | 220 | 336 คน | 1.5 เท่า |
ตัวเลขข้างบนยกจากประกาศฉบับ บช.น. และ ภ.8 โดยตรง หน่วยอื่นกำหนดจำนวนของตัวเองไว้ในประกาศแต่ละฉบับ ที่ต้องรับเกินอัตราเพราะยังต้องคัดออกอีกชั้นด้วยการทดสอบร่างกาย ตรวจร่างกาย และสัมภาษณ์ → ดูอัตราครบทั้ง 12 หน่วยและกำหนดการทั้งหมด
คะแนนเท่ากัน ตัดสิน 3 ชั้น
💡 สิ่งที่ควรทำจากชั้นที่ 1: วิชาต้นลำดับมีน้ำหนักตอนคะแนนชนกัน ถ้าต้องเลือกว่าจะทุ่มเวลาให้วิชาไหนก่อน ให้เริ่มจากความสามารถทั่วไปและภาษาไทย
แล้วควรตั้งเป้ากี่คะแนน
เพราะไม่มีเส้นตายตัว คำตอบจึงเป็นเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ตัวเลขทางการ — หลักที่ใช้ได้จริงมี 3 ข้อ
ผ่านข้อเขียนแล้วเจออะไรต่อ
| รายการ | เกณฑ์ | เงื่อนไข |
|---|---|---|
| ว่ายน้ำ 25 เมตร | ไม่เกิน 30 วินาที | กลุ่มที่ 1 — ต้องผ่านทั้ง 2 รายการ |
| วิ่ง 1,000 เมตร | ไม่เกิน 4 นาที 55 วินาที | |
| ยืนกระโดดไกล | ไม่น้อยกว่า 180 ซม. | กลุ่มที่ 2 — ผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3 |
| วิ่งเก็บของ | ไม่เกิน 13 วินาที | |
| วิ่ง 50 เมตร | ไม่เกิน 10 วินาที |
ผ่านร่างกายแล้วยังมีตรวจร่างกาย ทดสอบสุขภาพจิตโดยแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และสัมภาษณ์อีกชั้น
สนามนี้วัดกันที่ "อันดับ" ไม่ใช่แค่ "ผ่าน"
ฝึกข้อสอบสายปราบปรามครบทุกวิชา ตรงสัดส่วนผนวก จ พร้อมเฉลยทุกข้อ — ฟรี 10 ข้อ/วัน
อ่านต่อ
❓ คำถามที่พบบ่อย
ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำสำหรับสายป้องกันปราบปรามไว้เลย ผนวก จ ท้ายประกาศระบุว่าให้เรียงลำดับจากผู้ที่สอบได้คะแนนรวมสูงสุดลงมาตามลำดับ แล้วประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่งตามจำนวนที่แต่ละหน่วยกำหนด จึงไม่มีเส้น 60 เปอร์เซ็นต์แบบสายอำนวยการ
สายอำนวยการใช้เกณฑ์ต้องผ่านทั้งสองภาค ภาคละไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ใครถึงเกณฑ์ถือว่าผ่านข้อเขียน ส่วนสายปราบปรามไม่มีเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการแข่งขันเรียงลำดับคะแนนรวมแล้วตัดตามจำนวนหัวที่หน่วยกำหนด ผลคือได้ 60 เปอร์เซ็นต์ในสายปราบปรามก็อาจไม่ติด ถ้าผู้สมัครคนอื่นทำคะแนนได้มากกว่า
ประกาศของแต่ละหน่วยกำหนดจำนวนไว้ต่างกัน กองบัญชาการตำรวจนครบาลประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิเข้าทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง รวม 1,900 คน แบ่งเป็นสายสอบ นสต.1 จำนวน 1,800 คน และสายสอบ นสต.2 จำนวน 100 คน ส่วนตำรวจภูธรภาค 8 กำหนดไว้ 336 คน จากอัตราที่เปิดรับ 220 อัตรา
ประกาศกำหนดลำดับการตัดสินไว้สามชั้น ชั้นแรกดูคะแนนรายวิชาโดยเรียงตามลำดับวิชาที่ 1 ถึงวิชาที่ 6 ตามผนวก จ ใครได้มากกว่าในวิชาที่มาก่อนอยู่ลำดับสูงกว่า ชั้นที่สองถ้าได้คะแนนทุกวิชาเท่ากันอีก ให้ผู้ที่ชำระเงินค่าสมัครสอบก่อนอยู่ลำดับสูงกว่า และชั้นสุดท้ายถ้าชำระเงินพร้อมกันให้ใช้วิธีจับฉลาก
เนื่องจากเป็นระบบเรียงลำดับ คะแนนที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่ขึ้นกับคู่แข่งในหน่วยที่สมัคร หลักปฏิบัติคือเล็งให้สูงกว่าครึ่งของข้อสอบมากพอสมควร ไม่ใช่แค่พอผ่าน และควรเก็บคะแนนวิชาที่มาก่อนในลำดับ 1 ถึง 6 ให้แน่น เพราะเป็นตัวตัดสินแรกเมื่อคะแนนรวมเท่ากัน
ผู้ผ่านข้อเขียนต้องรายงานตัว ยื่นหลักฐาน วัดขนาดร่างกาย และพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจประวัติ จากนั้นทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตรวจร่างกายและทดสอบสุขภาพจิตโดยแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และสัมภาษณ์ โดยการทดสอบร่างกายกลุ่มที่ 1 ต้องผ่านทั้งว่ายน้ำ 25 เมตรไม่เกิน 30 วินาที และวิ่ง 1,000 เมตรไม่เกิน 4 นาที 55 วินาที ส่วนกลุ่มที่ 2 ต้องผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3 รายการ