🏆 เกณฑ์ตัดสินจากประกาศจริง · 1 ส.ค. 2569

เกณฑ์ผ่านสอบตำรวจปราบปราม 2569
ไม่มี 60% แต่ตัดที่ "อันดับ"

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าสอบตำรวจต้องได้ 60% ถึงผ่าน — อันนั้นคือสายอำนวยการ ส่วนสายป้องกันปราบปราม (นสต.) ประกาศ ตร. ลงวันที่ 1 ส.ค. 2569 ไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำไว้เลย แต่ใช้วิธีเรียงลำดับคะแนนรวมแล้วตัดตามจำนวนคน บทความนี้ยกตัวเลขจริงจากประกาศมาให้ดูทั้งหมด

ไม่มี
🚫 เกณฑ์ % ขั้นต่ำ
1,900
👥 บช.น. เข้ารอบสอง
3 ชั้น
⚖️ ตัดสินคะแนนเท่า

ประกาศเขียนไว้ว่าอย่างไร

ผนวก จ ท้ายประกาศรับสมัคร หัวข้อ "เกณฑ์การตัดสิน" ระบุใจความว่า ผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิเข้าทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง จะเรียงลำดับจากผู้ที่สอบได้คะแนนรวมสูงสุดลงมาตามลำดับ แล้วประกาศตามจำนวนที่กำหนดไว้ในประกาศของแต่ละหน่วย

1 ไม่มีคำว่า "ร้อยละ" ในเกณฑ์ตัดสิน
ทั้งผนวก จ และหัวข้อเกณฑ์การตัดสินไม่ปรากฏเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำสำหรับสายปราบปราม ต่างจากสายอำนวยการที่ระบุ 60% ต่อภาคไว้ชัดเจน
2 ตัดที่ "จำนวนหัว" ไม่ใช่คะแนน
แต่ละหน่วยกำหนดจำนวนผู้เข้ารอบสองไว้ล่วงหน้าเป็นตัวเลขคน เรียงคะแนนสูงลงมาแล้วตัดตรงจำนวนนั้นพอดี
3 คู่แข่งเป็นตัวกำหนด
คะแนนที่ "พอติด" ของแต่ละหน่วยไม่เท่ากัน และรู้ล่วงหน้าไม่ได้ ขึ้นกับว่าปีนั้นคนที่สมัครหน่วยนั้นทำคะแนนกันได้แค่ไหน

★ กับดัก: ได้ 60% ก็อาจไม่ติด

หัวข้อสายอำนวยการ (อก./พฐ.)สายปราบปราม (นสต.)
เกณฑ์ผ่านข้อเขียนผ่าน 2 ภาค ภาคละ ≥ 60%ไม่มีเกณฑ์ % ขั้นต่ำ
วิธีคัดเข้ารอบสองใครถึงเกณฑ์ = ผ่านเรียงคะแนนสูง→ต่ำ ตัดตามจำนวนคน
รู้ผลล่วงหน้าได้ไหมรู้ — คำนวณจากเกณฑ์ได้เลยไม่รู้ — ขึ้นกับคู่แข่งปีนั้น
ได้ 90 จาก 150 (60%)ผ่าน ถ้าผ่านครบทั้ง 2 ภาคอาจไม่ติด ถ้าคนอื่นได้มากกว่า
กลยุทธ์ที่ถูกเก็บให้ครบเกณฑ์ทั้ง 2 ภาคดันคะแนนรวมให้สูงที่สุด

นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเตรียมตัวผิดทาง — ตั้งเป้าแค่ "พอผ่าน 60%" ทั้งที่สนามนี้ไม่มีเส้น 60% และคนที่ได้ 60% อาจอยู่ท้ายแถว

ตัวเลขจริง: แต่ละหน่วยรับเข้ารอบสองกี่คน

หน่วยอัตราที่เปิดรับผู้เข้ารอบสองราว
กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)1,0501,900 คน
นสต.1 1,800 · นสต.2 100
1.8 เท่า
ตำรวจภูธรภาค 8220336 คน1.5 เท่า

ตัวเลขข้างบนยกจากประกาศฉบับ บช.น. และ ภ.8 โดยตรง หน่วยอื่นกำหนดจำนวนของตัวเองไว้ในประกาศแต่ละฉบับ ที่ต้องรับเกินอัตราเพราะยังต้องคัดออกอีกชั้นด้วยการทดสอบร่างกาย ตรวจร่างกาย และสัมภาษณ์ → ดูอัตราครบทั้ง 12 หน่วยและกำหนดการทั้งหมด

คะแนนเท่ากัน ตัดสิน 3 ชั้น

1 คะแนนรายวิชา เรียงตามลำดับวิชา
ไล่จากวิชาที่ 1 ถึงวิชาที่ 6 ตามที่เรียงไว้ในผนวก จ ใครได้มากกว่าในวิชาที่มาก่อน อยู่ลำดับสูงกว่า ลำดับคือ ความสามารถทั่วไป → ภาษาไทย → ภาษาต่างประเทศ → เทคโนโลยีสารสนเทศ → กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ → สังคม วัฒนธรรม จริยธรรม และอาเซียน
2 ใครชำระเงินก่อน
ถ้าได้คะแนนเท่ากันทุกวิชา ผู้ที่ชำระเงินค่าสมัครสอบก่อนอยู่ลำดับสูงกว่า เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรรอชำระเงินวันสุดท้าย
3 จับฉลาก
ถ้าชำระเงินพร้อมกันอีก ประกาศระบุให้ใช้วิธีจับฉลากเป็นชั้นสุดท้าย

💡 สิ่งที่ควรทำจากชั้นที่ 1: วิชาต้นลำดับมีน้ำหนักตอนคะแนนชนกัน ถ้าต้องเลือกว่าจะทุ่มเวลาให้วิชาไหนก่อน ให้เริ่มจากความสามารถทั่วไปและภาษาไทย

แล้วควรตั้งเป้ากี่คะแนน

เพราะไม่มีเส้นตายตัว คำตอบจึงเป็นเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ตัวเลขทางการ — หลักที่ใช้ได้จริงมี 3 ข้อ

A อย่าตั้งเป้าที่ "พอผ่าน"
เป้าที่ปลอดภัยควรสูงกว่าครึ่งของข้อสอบพอสมควร เพราะคนที่ติดคือคนที่อยู่ลำดับต้น ไม่ใช่คนที่ถึงเกณฑ์
B เก็บวิชาที่ข้อเยอะก่อน
ภาษาอังกฤษ 30 ข้อ และความสามารถทั่วไป 30 ข้อ รวมกัน 60 จาก 150 ข้อ คิดเป็น 40% ของข้อสอบ ทิ้งไม่ได้
C เลือกหน่วยให้เป็น
สมัครได้หน่วยเดียวสายเดียว และแข่งกันเฉพาะในหน่วยนั้น หน่วยที่รับเยอะกับหน่วยที่คนสมัครน้อยไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยเดียวกัน

ผ่านข้อเขียนแล้วเจออะไรต่อ

รายการเกณฑ์เงื่อนไข
ว่ายน้ำ 25 เมตรไม่เกิน 30 วินาทีกลุ่มที่ 1 — ต้องผ่านทั้ง 2 รายการ
วิ่ง 1,000 เมตรไม่เกิน 4 นาที 55 วินาที
ยืนกระโดดไกลไม่น้อยกว่า 180 ซม.กลุ่มที่ 2 — ผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3
วิ่งเก็บของไม่เกิน 13 วินาที
วิ่ง 50 เมตรไม่เกิน 10 วินาที

ผ่านร่างกายแล้วยังมีตรวจร่างกาย ทดสอบสุขภาพจิตโดยแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และสัมภาษณ์อีกชั้น

สนามนี้วัดกันที่ "อันดับ" ไม่ใช่แค่ "ผ่าน"

ฝึกข้อสอบสายปราบปรามครบทุกวิชา ตรงสัดส่วนผนวก จ พร้อมเฉลยทุกข้อ — ฟรี 10 ข้อ/วัน

อ่านต่อ

❓ คำถามที่พบบ่อย

สอบตำรวจปราบปราม 2569 ต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงผ่าน?

ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำสำหรับสายป้องกันปราบปรามไว้เลย ผนวก จ ท้ายประกาศระบุว่าให้เรียงลำดับจากผู้ที่สอบได้คะแนนรวมสูงสุดลงมาตามลำดับ แล้วประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่งตามจำนวนที่แต่ละหน่วยกำหนด จึงไม่มีเส้น 60 เปอร์เซ็นต์แบบสายอำนวยการ

ต่างจากสายอำนวยการ (อก.) อย่างไร?

สายอำนวยการใช้เกณฑ์ต้องผ่านทั้งสองภาค ภาคละไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ใครถึงเกณฑ์ถือว่าผ่านข้อเขียน ส่วนสายปราบปรามไม่มีเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการแข่งขันเรียงลำดับคะแนนรวมแล้วตัดตามจำนวนหัวที่หน่วยกำหนด ผลคือได้ 60 เปอร์เซ็นต์ในสายปราบปรามก็อาจไม่ติด ถ้าผู้สมัครคนอื่นทำคะแนนได้มากกว่า

แต่ละหน่วยให้เข้ารอบสองกี่คน?

ประกาศของแต่ละหน่วยกำหนดจำนวนไว้ต่างกัน กองบัญชาการตำรวจนครบาลประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิเข้าทดสอบความเหมาะสมกับตำแหน่ง รวม 1,900 คน แบ่งเป็นสายสอบ นสต.1 จำนวน 1,800 คน และสายสอบ นสต.2 จำนวน 100 คน ส่วนตำรวจภูธรภาค 8 กำหนดไว้ 336 คน จากอัตราที่เปิดรับ 220 อัตรา

ถ้าคะแนนรวมเท่ากัน ตัดสินอย่างไร?

ประกาศกำหนดลำดับการตัดสินไว้สามชั้น ชั้นแรกดูคะแนนรายวิชาโดยเรียงตามลำดับวิชาที่ 1 ถึงวิชาที่ 6 ตามผนวก จ ใครได้มากกว่าในวิชาที่มาก่อนอยู่ลำดับสูงกว่า ชั้นที่สองถ้าได้คะแนนทุกวิชาเท่ากันอีก ให้ผู้ที่ชำระเงินค่าสมัครสอบก่อนอยู่ลำดับสูงกว่า และชั้นสุดท้ายถ้าชำระเงินพร้อมกันให้ใช้วิธีจับฉลาก

ควรตั้งเป้ากี่คะแนนถึงจะปลอดภัย?

เนื่องจากเป็นระบบเรียงลำดับ คะแนนที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่ขึ้นกับคู่แข่งในหน่วยที่สมัคร หลักปฏิบัติคือเล็งให้สูงกว่าครึ่งของข้อสอบมากพอสมควร ไม่ใช่แค่พอผ่าน และควรเก็บคะแนนวิชาที่มาก่อนในลำดับ 1 ถึง 6 ให้แน่น เพราะเป็นตัวตัดสินแรกเมื่อคะแนนรวมเท่ากัน

ผ่านข้อเขียนแล้วต้องเจออะไรต่อ?

ผู้ผ่านข้อเขียนต้องรายงานตัว ยื่นหลักฐาน วัดขนาดร่างกาย และพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจประวัติ จากนั้นทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตรวจร่างกายและทดสอบสุขภาพจิตโดยแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และสัมภาษณ์ โดยการทดสอบร่างกายกลุ่มที่ 1 ต้องผ่านทั้งว่ายน้ำ 25 เมตรไม่เกิน 30 วินาที และวิ่ง 1,000 เมตรไม่เกิน 4 นาที 55 วินาที ส่วนกลุ่มที่ 2 ต้องผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3 รายการ